From Awareness to Adoption: What Changed from 2025 to 2026
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นในหลายมิติ ตั้งแต่ฟังก์ชันของสินค้า โภชนาการ อารมณ์ ไปจนถึงประสบการณ์การบริโภค โดยเทรนด์สำคัญที่จีทีซีมอง มี 4 ด้าน ได้แก่ Precision Functionality, Powerhouse Protein, Emotional Wellbeing และ Multisensory Indulgence 2.0
Trend 1: Precision Functionality
คือการพัฒนาอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์สุขภาพแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่เพียง “ดีต่อสุขภาพโดยรวม” แต่ชัดเจนว่าเพื่อผลลัพธ์ด้านใดด้านหนึ่ง เช่น สุขภาพลำไส้ การนอนหลับที่ดีขึ้น การโฟกัสที่แม่นยำขึ้น หรือการฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย

การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก โดย จากรายงาน NIQ Global State of Health & Wellness 2025 Summary พบว่า70% ของผู้บริโภคเลือกดูแลสุขภาพเชิงรุก (manage health proactively) และ 57% ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวมากกว่าที่เคยเป็นเมื่อ 5 ปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้รอให้ป่วยก่อน แต่เริ่มมองหาสินค้าที่ช่วยดูแลสุขภาพล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
Trend 2: Powerhouse Protein
Protein as a Performance Driver
โปรตีนได้ก้าวข้ามบทบาทสารอาหารพื้นฐาน สู่การเป็นหัวใจของ performance lifestyle ทั้งด้านการควบคุมน้ำหนัก การสร้างกล้ามเนื้อ การฟื้นฟู และพลังงานในชีวิตประจำวัน

ในปี 2026 เราเห็นการเติบโตของโปรตีนในรูปแบบใหม่ เช่น โปรตีนไฮบริด(จากทั้งพืชและสัตว์) ที่ผสานข้อดีของทั้งพืชและสัตว์เข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับบทความที่เราเคยกล่าวถึงความแตกต่างและข้อดีของ Plant-Based vs Animal Protein ไว้ และโปรตีนที่ผสานฟังก์ชันอื่นๆ เข้าด้วยกัน พร้อมกับ format ที่เข้าถึงง่าย เช่น Protein shot, Jelly และ on-the-go formats
Trend 3: Emotional Wellbeing
Mood, Calm, Focus and Sleep as Core Health Drivers
Emotional Wellbeing หรือสุขภาพด้านอารมณ์และจิตใจ เป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง Balancing Mind and Body กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
จากรายงาน McKinsey Future of Wellness Survey พบว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ (appearance) เป็นหนึ่งใน top wellness concerns ขณะที่ กลุ่ม Millennials ให้ความสำคัญกับ mindfulness และสุขภาพจิตมากกว่าอย่างชัดเจน สะท้อนว่าความหมายของ “สุขภาพที่ดี” แตกต่างกันตามช่วงวัย

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า Emotional Wellbeing ไม่ได้มีมิติเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความเครียด การนอนหลับ สมาธิ อารมณ์ ไปจนถึง self-image และความมั่นใจในชีวิตประจำวัน
ด้วยเหตุนี้ เครื่องดื่มและอาหารที่เชื่อมโยง gut–brain axis, mental clarity และ stress management จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและ Gen Z ที่มองว่าสุขภาพจิตและอารมณ์คือส่วนหนึ่งของ performance และคุณภาพชีวิต
Trend 4: Multisensory Indulgence 2.0
Beyond Taste: Texture, Temperature and Experience
Multisensory Indulgence 2.0 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความอร่อย แต่คือการยกระดับประสบการณ์การบริโภคให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความพิเศษในชีวิตประจำวัน จากรายงาน Euromonitor – Five Snack Trends 2026 พบว่า 63% ของผู้บริโภคมองขนมและของว่างเป็น “Little luxuries” ที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพและประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ความอิ่มหรือรสชาติพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างชัดเจนโดยกลุ่ม Gen Z โดย 75% ของ Gen Z ให้คุณค่ากับ texture และประสบการณ์การสัมผัสเทียบเท่ากับรสชาติ สะท้อนว่าความกรอบ หนึบ ละลาย แตกตัว หรือเปลี่ยนรูปแบบระหว่างการบริโภค กลายเป็นส่วนหนึ่งของ perceived value

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำว่า Multisensory Indulgence 2.0 ไม่ใช่แค่เทรนด์ด้านรสชาติ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ผสาน texture, temperature และ visual impact เพื่อสร้างความแตกต่างและความจดจำให้กับแบรนด์
References & Sources
1.NielsenIQ – Global State of Health & Wellness 2025
2.FoodIngredientsFirst – Protein Market Trends & Opportunities
3.McKinsey & Company – Future of Wellness
4.Euromonitor – Five Key Snack Trends to Track 2025–2026
5.Mintel – Thailand Food & Drink Consumer Insights 2025
6.Innova Market Insights – Global Food & Beverage Trends 2026






